เม.ย.
29

เกาหลีสั่งห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ชมคอนเสิร์ต”เลดี้ กาก้า

เกาหลีสั่งห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ชมคอนเสิร์ต”เลดี้ กาก้า

เกาหลีสั่งห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ชมคอนเสิร์ต”เลดี้ กาก้า”
เกาหลีสั่งห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ชมคอนเสิร์ต”เลดี้ กาก้า”

 
บริษัท ฮุนได คาร์ด ผู้จัดงานคอนเสิร์ต เลดี้ กาก้า The Born This Way Ball แถลงว่า ‘ผู้ชมอายุไม่ถึง 18 ปี จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าชมคอนเสิร์ต เลดี้ กาก้า นักร้องเพลงป็อปชื่อดังของสหรัฐ เนื่องจากติดเรตไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน’

เลดี้ กาก้า มีคิวทัวร์คอนเสิร์ตครั้งที่ 3 ‘The Born This Way Ball’ ที่สนามโอลิมปิก สเตเดียม ในกรุงโซล วันที่ 27 เมษายนนี้ ผู้จัดงานแถลงข่าวว่า แต่เดิมกำหนดเรตติ้งผู้ชมไว้ว่าอายุไม่ต่ำกว่า 12 ปี แต่ทางคณะกรรมการจัดเรตสื่อเกาหลีปรับลดตัวเลขลงมาอีก ซึ่งทางบริษัทเคารพการตัดสินใจของคณะกรรมการฯ และจะชำระเงินค่าตั๋วคืนให้กับลูกค้าที่อายุไม่ถึง 18 ปี

องค์กรศาสนาคริสต์บางกลุ่มในเกาหลีใต้ แสดงการต่อต้านการแสดงคอนเสิร์ตเลดี้ กาก้า โดยเห็นว่านักร้องชื่อดังส่งเสริมพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน และมักมีการแสดงที่เกี่ยวกับเรื่องเพศอย่างโจ่งแจ้งบนเวที สมาคมโบสถ์เกาหลี แถลงว่า ชุมชนชาวคริสเตียนไม่ต้องการให้เยาวชนได้รับการถ่ายทอดแนวคิดรักร่วมเพศและ สิ่งลามกอนาจารจากคอนเสิร์ต

คอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ ‘เลดี้ กาก้า เดอะ บอร์น ดิส เวย์ บอลล์’ จะจัดขึ้นทั้งสิ้น 110 รอบทั่วโลก โดยในทวีปเอเชีย จะเปิดฉากขึ้นที่กรุงโซล เกาหลีใต้ เป็นเมืองแรก จากนั้นนักร้องสาวเจ้าของสถิติ มีผู้ติดตามบนทวิตเตอร์มากที่สุดในโลก ถึงกว่า 22 ล้านราย จะทยอยเปิดการแสดงตามเมืองใหญ่อีกหลายเมืองในทวีปเอเชีย อาทิ ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ด้วย ก่อนมุ่งหน้าต่อไปยังนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย

ที่มา มติชน

เม.ย.
05

เพียวริคุ ร่วมกับ นิตยสาร a day เฟ้นหาสุดยอดวงดนตรีวิทยาลัยระดับประเทศ !!!

มี.ค.
09

Windy Smile เพลงป๊อบฟังสบายๆกับฝีมือที่ไม่ธรรมดา

 

 

มี.ค.
09

MODE

MODE

วันนี้มีบทความมาฝากเพื่อนๆให้อ่านกัน เผื่อจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย เราจะมาว่ากันด้วยเรื่องของโหมด mode คืออะไร จะขออธิบายแบบบ้านๆเข้าใจง่ายๆ mode ก็คือกระจัดเรียงสเกลเมลเจอร์ในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิมโดยอยู่ในโครงสร้างเดิม ( งงอยู่ดี ?? ) อื่มจะลองอธิบายให้เห็นภาพอีกนิดนะครับ เราลองนึกถึงสเกล C MAJOR จะมีโครงสร้างดังนี้ C>D>E>F>G>A>B>C  ทีนี้เราลองไล่สเกลนี้ดดยเริ่มต้อนที่ตัวที่สองของสเกลคือ D เราจะได้โครงสร้างดังนี้ D>E>F>G>A>B>C>D พอมองเห็นอะไรรึยังครับ โครงสร้างมันคือโครงของ C เมเจอร์สเกล เพียงแต่เราเริ่มต้นด้วยตัว D เท่านี้เราก็จะได้ mode ที่สองของ C ซึ่งก็คือตัว D
mode จะเป็นทางเลือกในการสร้างคอร์ดที่แตกต่างมากขึ่น ในแต่ละ mode จะมีคอร์ดที่เหมาะสมในการใช้งานของโหมดนั้นๆ เช่น โหมดแรกคือ C คอร์ดที่เหมาะสมจะเป็นประเภท MAJOR เพราะมันคือ C Majaor scale ส่วนโหมดที่ 2  คือ D เราจะสังเกตุว่าตั้วที่ 3 ซึ่งก็คือ D>E>F ถ้าเปรียบเทียบกับโครงสร้างของเมเจอร์สเกล (ไล่สเกล D major) แล้วตัว F จะเป็น b3 ซึงทำให้โหมดที่ 2 นี้เหมาะจะใช้กับคอร์ดประเภท Minor ครับ
จะแสดงให้เห็นโหมดทั้งหมด 7 โหมดของเมเจอร์สเกลให้ลองไปไล่จำกันให้ได้ก่อนแล้วกันนะครับ หลังจากจำได้ก็ค่อยๆเอามันมาใช้ให้เหมาะสม จำไว้ว่าทฤษฎีดนตรีมีไว้แค่เพื่ออธิบายสิ่งที่เราเล่น ไม่ใช่มีไว้เพื่อกำหนดสิ่งที่เราจะคิดนะครับ

 

มี.ค.
02

สมายด์ The Star 8 แจงรูปคู่หนุ่มแค่ป๊อปปี้เลิฟ

สมายด์ The Star 8 แจงรูปคู่หนุ่มแค่ป๊อปปี้เลิฟ

สมายด์ The Star 8 แจงรูปคู่หนุ่มแค่ป๊อปปี้เลิฟ
สมายด์ The Star 8 แจงรูปคู่หนุ่มแค่ป๊อปปี้เลิฟ

 
     สมายด์ โสรญา หนึ่งในผู้เข้าแข่งขันเดอะสตาร์8 (The Star 8) ที่ล่าสุดมีภาพหลุดคู่ชายหนุ่มแถมใส่เสื้อคู่กันด้วย งานนี้น้องสมายด์เปิดใจว่าเป็นภาพหลายเดือนก่อน ซึ่งผู้ชายในภาพก็เป็นป๊อปปี้เลิฟแต่ไม่ใช่แฟนแจงตอนนี้ไม่ค่อยได้คุยกัน แล้ว หวั่นถูกมองไม่ดี แต่ไม่มีอะไรแค่ป๊อปปี้เลิฟธรรมดา

ความรู้สึกที่ได้เป็น8คนสุดท้ายของ เดอะสตาร์8 (The Star 8)
รู้สึกดีใจมากเลยค่ะ ก็เหมือนมาถึงฝันแล้วรู้สึกดีใจที่สุดเลยค่ะ ถามว่ากดดันไหมพวกพี่เขาก็เก่งทุกคนเลย ทุกคนมีความสามารถมีจุดเด่น คาแร็กเตอร์เฉพาะตัวของทุกคน แต่ก็จะพยายามทำให้เต็มที่

ทราบว่าเราอยากใช้นามสกุลเดอะสตาร์มานานแล้ว
ใช่ค่ะ ฝันไว้ตั้งแต่มีเดอะสตาร์2 ตอนนั้นก็กำลังอยู่ป.2 ป.3เองเด็กมากค่ะ ตอนนั้นก็ซ้อมร้องเพลงตลอดอยากร้องเพลงอะไรก็ซ้อมๆตลอดไม่ได้ไปเรียนร้อง เพลงอะไรเลย ซึ่งพี่จิ๋ว เดอะสตาร์เป็นขวัญใจของหนูค่ะชื่นชอบพี่เขาสวยแล้วก็มีเสียงที่สูงและใส

มีภาพเราถ่ายรูปกับชายคนนึงหลายคนบอกว่าเป็นแฟนกันเพราะใส่เสื้อชื่อเราชื่อเขา
คือป๊อปปี้เลิฟก็ประมาณหลายเดือนแล้วค่ะ (คบเป็นแฟนหรือยัง) ก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น ยังกุ๊กกิ๊ก ป๊อปปี้เลิฟ

เราเข้ามาตรงนี้เขาให้กำลังใจยังไงบ้าง
ก็บอกว่าสู้ๆ จะมาเชียร์ไหมก็ไม่รู้ค่ะ เพราะว่าช่วงนั้นก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก เพราะไม่ค่อยมีเวลาก่อนที่จะเข้าบ้านต้องเตรียมตัวหลายอย่าง

กลัวจะเป็นกระแสในทางไม่ดีไหมเพราะว่าเราก็ยังเด็กอยู่
ก็กลัวค่ะเดี๋ยวเขามองไม่ดีเพราะยังเด็กอยู่ (พี่ๆมีเตือนไหม) อ๋อ หนูไปบอกพี่เขาแล้วค่ะ พี่ๆก็บอกว่าไม่เป็นไรเพราะว่ามันไม่ได้เลยเถิดแค่ถ่ายรูปเฉยๆ เป็นป๊อปปี้เลิฟธรรมดา

rakdara.net

ก.พ.
01

ความเป็นมาของดนตรี Rock ‘n’ Roll

เราไม่อาจปฏิเสธว่า การเปลี่ยนแปลงต่างๆในแนวทางของวงการดนตรี ได้รับอิทธิพลมาจากการเมือง เหตุการณ์ทางสังคม รวมถึงวัฒนะธรรมที่เปลี่ยนไป แม้กระทั่งชีวิตความเป็นอยู่ก็มีผลถึงอารมณ์และความคิดของศิลปินในช่วงนั้นๆ ให้สร้างงานดนตรีที่แตกต่างและโดเด่นขึ้นมาในแต่ละยุคสมัย

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณช่วงปี 50′ ในอเมริกามีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจมากมาย ภายหลังที่เศรษฐกิจฟื้นฟูขึ้น ทำให้วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่ต้องออกไปหางานทำเพื่อช่วยครอบครัว มีหน้าที่อย่าเดียวที่ต้องทำคือการเรียนให้จบ แต่สิ่งที่ตามมาคือความคิดที่แตกต่างกันระหว่างวัย ที่เกิดในสภาพบ้านเมืองที่ต่างกัน หรือที่เรียกว่า Generation gap
ความไม่เข้าในกันระหว่างผู้ใหญ่ที่เติบโตมาในยุคที่ผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 กับวัยรุ่นที่ไม่ได้สัมผัสถึงความโหดร้ายของสงคราม ทำให้เกิดปัญหาของช่องว่างระหว่างวัย สิ่งที่วัยรุ่นสมัยนั้นจะแสดงออกได้ก็คือ การฉีกตัวเองออกมาจากกฏเกณฑ์ที่ผู้ใหญ่หรือสังคมขีดไว้ คำว่า Rock ‘n’ Roll จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา
วัยรุ่นส่วนใหญ่ในสมัยนั้นใช้ดนตรี Rock ‘n’ Roll เป็นตัวขับเคลื่อนความเป็นขบถในตัวออกมา รากฐานของดนตรี Rock ‘n’ Roll เป็นการผสมของคนตรีของคนผิวขาวและผิวดำ คือระหว่างดนตรี Folk, Country ของคนผิวขาว กับ Blues, R&B ของชาวผิวดำ สิ่งที่แสดงออกถึงการฉีกกฎของวัยรุ่นในยุคนั้นที่ชัดเจนที่สุดคือการยอมรับดนตรีของคนผิวดำเข้ามามีส่วนร่วมในวัฒนธรรมของพวกเขา

และผลจากการผสมผสานระหว่างดนตรี 2 ฝั่งทำให้เกิดดนตรีแบบใหม่ที่มีจังหว่ะรวดเร็ว ฟังแล้วทำให้อยากเคลื่อนไหวปลดปล่อยและสนุกไปกับเพลง  ในยุคนั้นศิลปินที่จะต้องพูดถึงที่สุดก็คือ Elvis Presley เรียกได้ว่าจนปัจจุบันนี้ก็ยังมีคนพูดถึงผลงานและให้ฉายยาของเค้าว่า King of Rock ‘n’ Roll โดยเสียงร้องของ Elvis มีการผสมผสานการร้องที่ได้รับอิทธิพลมาจากนักร้องผิวดำ และเสียงเอื้อนที่มักใช้ในดนตรี Blues วงอื่นๆที่น่าสนใจอย่างเช่น Little Richard ที่มีจังหวะที่รุนแรงมากในยุคนั้น

ดนตรี Rock ‘n’ Roll ยังมีอิทธิพลไปถึงแฟนชั่นของวัยรุ่นในสมัยนั้น มีการทำทรงผมแปลกๆ หรือการแต่งตัวให้เหมือนกับนักร้องที่ตัวเองชอบ รวมถึงภาษาที่ใช้คุยกัน ก็มีความเปิดเผยมากขึ้น เริ่มมีการใช้คำพูดจาที่หยาบคาย สิ่งเหล่านี้ทำใหุ้ผู้ใหญ่ในยุคสงครามโลกส่วนใหญ่รับไม่ได้ จนบางคนกล่าวว่า Rock ‘n’ Roll คือดนตรีของปีศาจ แต่กลายเป็นเป็นว่าดนตรี Rock ‘n’ Roll กับขยายลุกลามไปทั่วโลกและพุ่งขึ้นมาเป็นดนตรีกระแสหลักของโลกในสมัยนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยุคที่ Rock ‘n’ Roll เริ่มตกต่ำน่าจะอยู่ในช่วงปลายของยุค 50′ หลังจาก Chuck Berry โดนจับ Elvis Presley ต้องก็เกณฑ์ไปเป็นทหารประจำการที่เยอรมัน แถม Buddy Holly ก็เสียชีวิตกระทันหันจากเครื่องบินตก นั่นเป็นแค่ช่วงสั้นๆที่ดนตรี Rock ‘n’ Roll ซบเซาลงไป เพราะหลังจากนั้น Rock ‘n’ Roll ก็มีพัฒนาการและเติบโตแตกกิ่งก้านเป็นรากฐานของดนตรีในยุคต่อไปแทบทุกสมัย

ม.ค.
25

คีย์ดนตรี

คีย์คืออะไร

คีย์ดนตรีมีไว้สำหรับกำหนดให้เราได้รับรู้ในการเล่นดนตรีแต่ละครั้งว่า จะเริ่มต้นที่กลุ่มของเสียงใดไปหาเสียงใด โดยคีย์จะกำหนดไว้ว่าเสียงใดในกลุ่มนั้นที่เหมาะสมบ้าง และโน๊ตตัวไหนไม่ควรเล่นในกลุ่มนั้น อย่างเช่นว่าถ้าเราเล่นในคีย์ C กลุ่มของโน๊ตที่เหมาะสมในคีย์นี้ก็คือ C/ D/ E/ F/ G/ A/ B/ C ซึ่งโน๊ตแต่ละตัวจะใช้สเกลเมเจอร์เป็นตัวกำหนด
โดยสเกลมีความเกี่ยวพันกับคีย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉนั้นสเกลหลักๆที่ควรเรียนรู้ก่อนจะศึกษาให้เข้าใจเรื่องคีย์ได้ง่ายคือ เมเจอร์สเกล โดยเราจะเรียกเสียงในสเกลออกเป็นสองแบบคือ เสียงเต็ม Tone และครึ่งเสียง Semitone อย่างเช่นถ้าโน๊ต C ไปหา D เราเรียกว่า 1 เสียงเต็ม หรือ 1 Tone แต่ถ้า E ไปหา F เราเรียกว่าครึ่งเสียง หรือ 1 Semitone และเรายังต้องจัดลำดับความห่างของเสียงในสเกลเป็น ขั้นคู่ อีกด้วย อย่างเช่นถ้าเราเล่นอยู่ในคีย์ C ก็จะจัดให้ C อยู่ในขั้นคู่ที่ 1 แล้วในกรณีที่เราเปลี่ยนไปเล่นคอร์ด D เราก็จะให้ D เป็นขั้นคู่ที่ 2 ของ C พอจะเห็นภาพกันใช่มั้ยครับ ที่นี้การที่เราจะมองให้ออกว่าเพลงๆนี้ที่เราเล่นอยู่เป็นคีย์อะไรมีหลักง่ายๆไว้สังเกตุประมาณนี้นะครับ
1. ให้ดูที่ประเภทของคอร์ด จำไว้ว่าคอร์ดที่ 1 ของคีย์ หรือคอร์ดที่จะบอกคีย์ ส่วนใหญ่จะอยู่ในเมเจอร์สเกล เพราะฉะนั้นการฟังการเดินทางของเสียงคอร์ดที่เปลี่ยนในเพลงนั้นๆว่าอยู่ในโครงสร้างของเมเจอร์สเกลในคีย์ใดได้ ก็เท่ากับว่าเราเจอคีย์นั้นแล้วครับ อย่างเช่น เพลงนี้เริ่มด้วยคอร์ด E/ C#m/ F#m/ B  แล้วเราลองมาไล่เมเจอร์สเกลที่คีย์ E จะมีโน๊ตตามนี้ครับ E/ F#/ G#/ A/ B/ C#/ D#/ E จะเห็นว่ามีคอร์ด หรือโน๊ตที่ซ้ำกันอยู่ในเพลงข้างต้น นี่แหละครับที่เป็นจุดที่เราเอาไว้สังเกตุเพลงแต่ละเพลงว่าอยู่ในคีย์อะไร
2. อันนี้เป็นสูตรแบบบ้านๆนะครับ แต่ขอบอกว่าไม่ได้ผล 100 % ก็คือให้เราดูที่คอร์ดแรกของท่อนฮุกของเพลงครับ เพราะส่วนใหญ่ท่อนฮุกจะเป็นจุดที่อารมณ์ของเพลงขึ้นถึงที่สุด ก็เลยจะใช้คอร์ดแรกของคีย์เพื่อบิ้วอารมณ์ แต่ด้วยว่าสมัยปัจจุบันเพลงป๊อบบ้านเรามีอิสระมากขึ้น ทำให้มีการพลิกแพลง สร้างสรรค์ให้ฟังแล้วไม่น่าเบื่อ จึงทำให้บางทีเราอาจจะเจอเพลงที่เข้าฮุกด้วยคอร์ด 2 หรือ 4 ของคีย์ก็ได้ครับ อันนี้ก็อยู่ที่ประสปการณ์แล้วว่าจะสังเกตุกันได้รึป่าวนะครับ
3. ดูที่ Minor คอร์ด นี่ก็ต้องย้อนไปถึงเรื่องสเกลอีกแหละครับ แต่จะอธิบายแบบบ้านๆก่อนดีกว่า สังเกตุมั้ยครับ เวลาเราเล่นกีต้าร์อวดสาวๆสมัยเพิ่งหัดเล่น เพลงป๊อบส่วนใหญ่ที่เล่น คอร์ด C แล้วทำไมต้องต่อด้วยคอร์ด A minor ??? เคยตั้งคำถามกันรึป่าวครับ หรือเล่นมันแบบนกแก้วนกขุนทองกันไป….อ่ะ ไม่เป็นไรครับ จะอธิบายให้เห็นภาพกันนะครับ เราลองไล่สเกลในโครงสร้างของ C Major แต่ไปเริ่มที่ตัว A ดูนะครับ เราจะได้โน๊ตตามนี้ A/ B/ C/ D/ E/ F/ G/ A ถ้ามีกีต้าร์หรือเบสแนะนำให้ลองไล่เลยนะครับ เราจะเห็นว่า มันกลายเป็น A minor scale ไปซะงั้น !!  อาการนี้เค้าเรียกว่า เป็น Natural minor ครับ หรือจำง่ายๆว่า โน๊ตตัวที่ 6 ของสเกลเมเจอร์จะต้องเล่นคู่กับ minor คอร์ด

ถ้ายังงงจะอธิบายให้เห็นภาพเข้าไปอีกนะครับ ยกตัวอย่างเพลง หยุด ของพี่ๆ Groove Rider เห็นหลายคนแล้วบอกว่าเพลงนี้เล่นในคีย์ C แต่จริงๆไม่ใช่นะครับ สังเกตุง่ายๆท่อนก่อนที่จะเข้าฮุกเพลงนี้เล่นด้วยคอร์ด  E minor ถ้าเราไล่สเกลจากโน๊ต E กลับไป 6 โน๊ตในโครงสร้างของ Major จะได้ดังนี้ครับ E/ D/ C/ B/ A/ G เพราะฉะนั้นจะตรงกับทฦษฏี คอร์ด 6 Minor พอดีเป๊ะ ทำให้เพลงหยุดอยู่ในคีย์ G ครับ แต่เล่นขึ้นด้วยคอร์ด C ซึ้งเป็นคอร์ดที่ 4 ของคีย์ G

พอจะมองเห็นอะไรบ้างรึป่าวครับ ถ้ามันยากเกินไปก็แนะนำว่าอย่าเพิ่งไปเครียดกับมันนะครับ ฟังเยอะๆ เล่นเยอะๆ เดี๋ยวมันก็จะค่อยๆมาเอง สุดท้ายนี้ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยมา ณ.ที่นี่ด้วยนะครับ ทีมงาน Soundgood

ม.ค.
20

การแต่งเพลง

การแต่งเพลงเปรียบเทียบได้กับการนำเอาเรื่องราวที่มีจุดเริ่มต้น จุดที่สำคัญ ช่วงที่เน้นความรู้สึก และบทสรุปเพื่อจบเรื่อง การที่เราแต่งเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกวกวน ฟังจนจบก็ยังไม่รู้พุดถึงอะไร จับอะไรมาใส่ในเพลงเยอะไปหมด นั่นหมายถึงเพลงที่เราแต่งยังขาดประเด็นในการถ่ายทอดหรือสื่อสารไปสู่คนฟัง
แล้วจะทำยังไงที่จะทำให้การแต่งเพลงของเราเป็นไปในทางเดียวกันจนจบเพลงได้? อย่างแรกที่ควรนึกถึงคือ “เราจะแต่งเกี่ยวกับเรื่องอะไร” เพราะนั่นคือจุดสำคัญที่จะทำให้เพลงไม่เอียงซ้ายหรือขวาซะจนฟังไม่รู้เรื่อง เพราะการที่เราจัดระเบียบในเพลงที่เราแต่งตั้งแต่เริ่มต้น จะทำให้เราสามารถเรียงลำดับอารมณ์เพลงตั้งแต่ต้น กลาง และจบเพลงได้ รวมถึงคนฟังก็จะสามารถเข้าใจได้ง่ายด้วย
เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะลงมือเขียนเพลง หรือแต่งเพลง ควรจะนึกถึงแก่นของเรื่อง หรือที่เรียกกันว่า ธีมของเรื่อง ที่เราจะเขียนก่อน ที่เหลือก็อยู่ที่จินตนาการและความสามารถของเราที่จะต่อยอดและทำให้มันไพเราะเท่าที่เราจะทำได้

ทีมงาน soundgood

ม.ค.
13

Girls’ Generation คว้ารางวัลแดซังเพลงดิจิตอลได้สำเร็จ

ศิลปินหน้าใหม่วันนี้ตกเป็นของวง Boyfriend และ ฮอกัก ในขณะที่ CNBLUE โชว์พลังเสียงบนเวทีและคว้า 3 รางวัลเพิ่ม


26th GDA: SNSD win Digital Daesang and Bonsang + highlights from Day Two

Girls’ Generation คว้ารางวัลแดซังเพลงดิจิตอลได้สำเร็จ จากผลงาน The Boys สร้างความสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์หลังจากวางจำหน่ายไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ ผ่านมา และในเดือนเดียวกันนั้นเองก็กลายเป็นอัลบั้มขายดีที่สุดประจำปี 2011

อีก หนึ่งวงที่โดดเด่น CNBLUE กับการคว้ารางวัลเพิ่มอีก 3 รางวัล และ BEAST ที่ชนะรางวัล MSN International จากการโหวตออนไลน์อันล้นหลาม

msn.com

 

ม.ค.
10

การปรับซาวน์ในห้องซ้อมดนตรี

สวัสดีครับ วันนี้ทีมงาน soundgood studio ก็เอาบทความดีๆมาฝากกันอีกเช่นเคย หวังว่าจะถูกใจหรือเป็นประโยาชน์กับเพื่อนๆนักดนตรีบ้างนะครับ
วันนี้อยากจะพูดถึง การปรับซาวน์ในห้องซ้อมดนตรี เพราะเห็นเพื่อนๆที่มาซ้อมหลายคนจะชอบบ่นว่า ไม่ได้ยินเสียงร้องมั่ง เสียงเบสเบาไปบ้าง บางทีเพิ่มให้เท่าไหร่ก็ไม่พอ จากประสปการณ์การเล่นดนตรีของผมพอจะวิเคราะห์ได้ว่า ส่งที่หลายๆวงยังละเลยและมองข้ามในการซ้อมหรือเล่นบนเวทีคือ ” การบาลานซ์ของซาวน์รวมๆของวง “ ไม่งงใช่มั้ยครับ ที่ผมหมายถึงคือ การปรับสมดุลย์ของเสียงแต่ละเสียงให้เบาหรือดังขึ้น เพื่อให้ได้ยินเสียงดนตรีทุกชิ้นที่เล่นอยู่ ผมจะยกตัวอย่างดูให้พอเห็นภาพนะครับ อย่างเช่นวงดนตรี X (นามสมมุติ) มีมือกลองที่ตีหนักมากมาย พอเข้าห้องซ้อมที่ไรก็ซัดเต็มข้อ หวดกระหน่ำไม่ยัง พอมือเบสได้ยินอย่างงั้นก็รู้สึกว่าทำไมได้ยินแต่เสียงกลองฟระ ก็เลยเปิดเสียงเบสให้ดังขึ้นอีก ที่นี้ก็เลยกลายเป็นเหมือนปฏิกริยาลูกโซ่ ทุกคนเปิดเสียงให้ดังขึ้น เพราะต้องการได้ยินเสียงที่ตัวเองเล่น คราวนี้ภาระก็ตกมาอยู่ที่นักร้อง เพราะมีข้อจำกัดที่ร่างกาย ไม่สามารถเพิ่มระดับเสียงได้เหมือนเครื่องดนตรีชิ้นอื่น พอจะมองเห็นปัญหาใช่มั้ยครับ ที่นี้ผมพอจะมีวิธีแก้ไขเล็กๆน้อย เพื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆไม่มากก็น้อยครับ
อย่างแรกแทนที่คุณจะเอื่อมมือไปเพิ่มวอลลุ่มของตัวเอง ลองหันมาใช้หูสังเกตุเอาว่าเราต้องการ ” เพิ่มอะไร “ และต้องการ ” ลดอะไร “ จากการซ้อมครั้งแรก สมมติว่าเราฟังตอนซ้อมแล้วรู้สึกว่าไอ้มือเบสมันเปิดดังเกินไป หลังจากจบรอบแรกเราก็อาจจะพูดกับเจ้ามือเบสว่า ขอลดวอล์ลุ่มลงนิดนึง แล้วก็เริ่มซ้อมเพลงเดิมอีกครั้ง แล้วค่อยสังเกตุการเปลี่ยนแปลงเอาว่ามันดีขึ้นรึป่าว
อย่างที่สองอาจจะน่าหนักใจหน่อย คือถ้าเรามีมือกลองที่หวดกลองหนักๆ ก็อาจจะต้องคุยกันในวงว่าเวลาซ้อมควรจะลดความแรงลงมานิดนึงให้คนอื่นได้ยินก่อน หลังจากซ้อมจนมั่นใจแล้วค่อยๆเพิ่มน้ำหนักให้เท่าเดิมอีกที แล้วก็อีกเคส สำหรับนักร้องนำที่ไม่มีพลังเสียงมาก อันนี้อาจจะต้องขอความร่วมมือทั้งวงลดความดังลงมาที่ละหน่อยเพื่อให้ได้ยินเสียงนักร้องชัดขึ้น หลังจากเรามั่นใจในเพลงที่เล่นแล้ว ก็ค่อยๆเพิ่มนำหนักจนกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง
ก็พอสังเขปเท่านี้ก่อนนะครับ ถ้ามีอะไรเพิ่มาเติมเดี๋ยวจะค่อยๆมาอัพเดทให้อ่านกันอีกนะครับ
ขอพลังจงอยู่กับท่าน ทีมงาน Soundgod Studio

Older posts «